แนะนำเวปเผยแพร่ธรรมะดีดีเพื่อสังคม เลือกฟัง ฟังแล้วได้ข้อคิดมีแรงบันดาลใจ เลือกอ่าน ตามชอบ คลิก
☼♥*¨*•..¸♥☼♥ ¸.•*¨*•.•♥☼♥
อานิสงค์ของทานแตกต่างกันดังนี้
๑. ทำบุญกับสัตว์เดรัจฉาน ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับขอทาน ๑ ครั้ง
๒. ทำบุญกับขอทาน ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับคนมีศีล แล้วศีลขาด ๑ ครั้ง
๓. ทำบุญกับคนมีศีล แล้วศีลขาด ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับพระโสดาปัตติมรรค ๑ ครั้ง
๔. ทำบุญกับพระโสดาปัตติมรรค ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับพระโสดาปัตติผล ๑ ครั้ง
๕. ทำบุญกับพระโสดาปัตติผล ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับพระสกิทาคามีมรรค ๑ ครั้ง
๖. ทำบุญกับพระสกิทาคามีมรรค ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับพระสกิทาคามีผล ๑ ครั้ง
๗. ทำบุญกับพระสกิทาคามีผล ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับพระอนาคามีมรรค ๑ ครั้ง
๘. ทำบุญกับพระอนาคามีมรรค ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับพระอนาคามีผล ๑ ครั้ง
๙. ทำบุญกับพระอนาคามีผล ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับพระอรหัตมรรค ๑ ครั้ง
๑๐. ทำบุญกับพระอรหัตมรรค ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับพระอรหัตผล ๑ ครั้ง
๑๑. ทำบุญกับพระอรหัตผล ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ ครั้ง
๑๒. ทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญกับพระพุทธเจ้า ๑ ครั้ง
๑๓. ทำบุญกับพระพุทธเจ้า ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญถวายสังฆทาน ๑ ครั้ง
๑๔. ถวายสังฆทาน ๑๐๐ ครั้ง ได้บุญไม่เท่ากับทำบุญวิหารทาน ๑ ครั้ง
๑๕. แล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า การให้ธรรมทาน ชนะทานทั้งปวง (การให้วัตถุเป็นทานนั้น วิหารทานได้บุญสูงสุด)
สรุปว่า คนฉลาดในการทำบุญ เขาย่อมเลือกถวายธรรมทานกัน เพราะตัดอารมณ์โลภ-โกรธ-หลงได้
ก็ไปพระนิพพานได้ง่าย ส่วนวัตถุทานนั้นไปได้แค่สวรรค์
แต่คนเรามีจริต-นิสัยและกรรมแตกต่างกันมาในอดีต จึงมีกำลังใจหรือบารมีธรรมแตกต่างกัน
จึงทำบุญตามกำลังใจของตน ซึ่งถือว่าเป็นของธรรมดาทั้งสิ้น
คนฉลาดในการทำบุญที่เป็นวัตถุทาน หากเขาถวายวิหารทานเพียง ๑ บาท เขาจะได้
บุญสูงถึงเอาเลข ๑ นำหน้า แล้วเติมเลข ๐ ต่อท้ายไปอีก ๒๔ ศูนย์
หรือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ x ๐๐๐, ๐๐๐ x ๐๐๐,๐๐๐ x ๐๐๐,๐๐๐ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะอ่านว่าเท่าไหร่
โปรดพิจารณาเอาเอง กรรมใคร-กรรมมัน
แต่บุคคลที่ต้องการทำบุญ-ทำความดีทุกชนิด เพื่อพระนิพพานจุดเดียว
จัดเป็นอธิษฐานบารมี ทำจนจิตชินเป็นฌาน เมื่อร่างกายหรือขันธ์ ๕ พัง
จิตเขาก็ตรงไปพระนิพพานจุดเดียวเป็นอัตโนมัติเช่นกัน
"ยกมาจากห้องสนทนาคติธรรมคำสอนดีดีสิ่งเตือนสติ หน้า 945 thaimtb.com"
♠♠♠♠♠♠♠♠♠
>>..การส่งจิต..ออกนอก..<<
>>..เป็นตัวการแห่ง..ความทุกข์ทั้งหลาย..<<
>>..ทั้งปวง..ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ใจ..<<
>>..หรือการสร้าง..ความทุกข์..<<
>>..ให้แก่ชีวิต..ของตน..<<
>>..จึง..ประมาทไม่ได้..<<
>>..เรื่องการ..ส่งจิตออกนอก..<<
>>..ทำอย่างไร..เราจะไม่เผลอ..<<
>>..ส่งจิต..ออกนอก..<<
>>..ก็ต้องมี "สติ"..<<
>>..สติ..ช่วยพาจิตมาอยู่กับปัจจุบัน..<<
>>..อยู่กับ..งานที่เราทำ..<<
>>..ดึงจิตกลับมา..ดูตัวเอง..<<
>>..หันมาเห็น..ความโกรธ..<<
>>..ความเกลียด..ความพยาบาท..<<
>>..รวมทั้ง..ความอิจฉาริษยา..<<
>>..ที่กำลังสะสม..อยู่ในใจ..<<
>>..เมื่อ..เห็นแล้ว..<<
>>..การปล่อยวาง..ก็จะเกิดขึ้นตามมา..<<
>>..ทำให้จิตโปร่งเบา..ไม่ทุกข์..<<
>>..หลวงปู่ดูลย์..จึงว่า..<<
>>.. "จิตเห็นจิต" คือ..มรรค.!..<<
♥พระไพศาล วิสาโล♥
๐O๐O๐O๐O๐O๐O๐O๐O๐
"พระพุทธเจ้าตรัสว่า"
ความสว่าง ต้องอาศัย ความมืดจึงปรากฎ
ความงาม ต้องอาศัย ความไม่งามจึงปรากฎ
ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราจุดเทียน เทียนจะสว่างเมื่อเราอยู่ในที่มืด หรืออยู่ในห้องอยู่ในเวลากลางคืน ถ้าไม่มีความมืดเทียนก็ไม่สว่าง เช่นเราจุดเทียนกลางแดด เทียนเป็นเรื่องที่ไม่สว่างขึ้นมาทันทีเพราะมันอยู่ในที่จ้า
ในขณะเดียวกัน
ความมืด ต้องอาศัย ความสว่างจึงปรากฎ
อย่างง่ายๆก็คือว่า เงา เงาคน หรือ เงาแดด หรือเงาไม้ก็ตาม มันต้องมีแดดมีความสว่างทำให้เกิดเงาขึ้น ถ้าไม่มีแดดก็ไม่มีเงา มันคู่กันเลย เป็นฝาแฝด
ลองพิจารณาไปอีกนิดหน่อย อย่างเขาว่าดวงอาทิตย์มีจุดดับ เราส่องกล้องไปถ้าใช้กล้องพิเศษก็จะเห็นจุดดับในดวงอาทิตย์ แต่ว่าจริงๆมันไม่ดับหรอกไม่มืดหรอก มันสว่าง มันร้อนขนาดพันองศา แต่ที่มันดูมืดก็เพราะว่า รอบๆข้างมันสว่างมันจ้าและร้อน เจ็ดพันกว่าองศา พันองศาเลยกลายเป็นมืดไปเลย
ความมืด ต้องอาศัย ความสว่างจึงปรากฎ
แต่ถ้าเกิดรอบๆข้างไม่สว่างขึ้นมา ตรงที่กลายเป็นจุดดับก็จะสว่างชัดเจน เพราะมันร้อนเป็นพันองศา ร้อนยิ่งกว่าไฟในเตาที่เราจุดเสียอีก...
♥พระไพศาล วิสาโล♥
()()()()()()()()()()()()()()()()()()()
"ถ้าเรารักสุข เกลียดทุกข์ ก็ควรรู้จัก ให้อภัย เพราะถ้าเราไม่ให้อภัย ความโกรธ ความเกลียด ความพยาบาท ก็จะเผารนจิตใจทำให้รุ่มร้อน แต่ถ้าเรารู้จักให้อภัย ก็จะช่วยปลดเปลื้อง ความโกรธ ความเกลียด ออกไปจากใจเรา เป็นเสมือนน้ำเย็นที่จะดับไฟภายในใจให้สงบลงได้ เป็นเสมือนยาสามัญประจำใจที่เราควรมีไว้อยู่ตลอดเวลา"
♥พระไพศาล วิสาโล♥
^\^\^\^\^\^\/^/^/^/^/^/^
"อาตมายืนยันอยู่เสมอว่า โลกยุคปัจจุบันนี้ที่เจริญด้วยการศึกษานี้ ถือศีลข้อเดียวพอไม่ต้องยุ่งยากลำบากหลายข้อ เวียนหัว ศีลข้อเดียวคือ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นหัวใจของศาสนาทุกศาสนา"
พุทธทาสภิกขุ
♠♠♠♠♠♠♠♠♠
"คนที่พูดจา ขวานผ่าซาก นั้น ถ้าหากจะรักษาอาการนี้ให้หายจะต้องทำอย่างไร ก็ตอบง่ายๆว่า
1. การพูดจาขวานผ่าซากนั้นมีทั้งข้อร้ายและข้อดี ข้อดีก็คือรู้เรื่องง่าย แต่ข้อร้ายก็คือมีแต่คนไม่ชอบหน้า
ข้อ
2. ต้องรู้จักปรับตัวใ้ห้เป็นคนพูดตรงหรือพูดขวานผ่าซากเฉพาะต่อหน้าคนที่เขาพร้อมจะฟัง หากเขาไม่พร้อมจะฟัง เราก็จะพังกันเมื่อนั้น
ข้อ
3. นอกจากพูดตรงแล้วต้องรู้จักดูด้วยว่า พูดตรงเรื่อง พูดตรงคน พูดตรงกาละเทศะ หรือไม่
ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า
การพูดตรงเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่ตรงคน ไม่ตรงเรื่อง ไม่ตรงกาละเทศะ พูดเมื่อไหร่ก็จะหายนะกันเมื่อนั้น"
"คมธรรมประจำวันกับท่าน ว.วชิรเมธี"
☼☼☼☼☼☼
" เลือกเอาเอง "
ผู้ปฏิบัติคนหนึ่งถามว่า วิธีไหนทำบุญทางลัดได้บ้าง ทางลัดคือ การทำกรรมฐานนั่นเอง
เมื่อนั่งกรรมฐาน จิตของเราสงบแวบเดียวก็ได้แล้ว
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเส้นทางตรง
ไม่ใช่เส้นทางอ้อม
จึงขอแนะนำว่า เราต้องมีทั้งทาน ศีล ภาวนา
พระพุทธเจ้าทรงสอนและบอกทาง ให้คนรู้จักเลือกเอาเองว่า
หากคนไม่มีโอกาส ไม่มีเวลาแต่มีปัจจัย ก็ทำทานไป
วิธีการทำบุญทางพระพุทธศาสนาแยกไว้ให้เราเลือกชัดเจน
คนไม่มีเงินทองเลือกวิธีการรักษาศีล
หรือทำกรรมฐานได้หรือไม่
ก็ตอบว่าได้ รวมทั้งการอนุโมทนาบุญ
นี่คือทางเลือกของคนไม่มีเงินไม่มีทอง
ไม่มีปัจจัยที่จะทำบุญ
พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ละเอียดยิบ
สำหรับบุคคลทุกระดับในอินเดีย มีคนทุกระดับ ทุกจำพวก
บุคคลจำพวกคหบดีเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าใกล้พระพุทธเจ้า
และได้ฟังธรรม คนยากจนนี้น้อยคนที่จะมีโอกาสเช่นนั้น
แต่ก็ยังมีคนยากจนได้มีโอกาสฟังธรรม
ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเสียทีเดียว
วิธีการทำบุญที่กล่าวไปนั้น
ถ้าให้พิจารณาว่าวิธีการใดดีกว่ากัน
มันตอบยากว่าอะไรดีกว่ากัน
เพราะขึ้นอยู่ที่ว่าเราพอใจตรงไหน ถึงเรียกว่าดี
หลวงพ่อวีระนนท์ วีรนนฺโท
((((((((((((((((()))))))))))))))))
แสวงหาความสุข
มีชายหนุ่มอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นคนอัตคัดความสุข พยายามแสวงหาความสุขจากวิธีการต่างๆ แต่แล้วก็ยังรู้สึกว่า ไม่ใช่ความสุขแท้ที่ตัวเองต้องการ อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้แนะนำว่า ถ้าอยากมีความสุขก็ควรจะมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะในบ้านของเรานั้น เราสามารถเป็นเจ้าของทุกอย่างในบ้าน โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยกวนใจ ซ้ำยังมีอิสระที่จะเสกสรรปั้นแต่ง หรือจัดบ้านให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองอย่างไรก็ได้
เขาเชื่อตามที่มีผู้แนะนำ จึงตัดสินใจสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง เมื่อแรกสร้างบ้านนั้น บ้านของเขาหลังใหญ่ทีเดียว พอมีบ้านแล้ว เขามีความสุขมาก เขาเริ่มจัดบ้านตามต้องการ และเริ่มหาข้าวของต่างๆ มากมาย มากองไว้ในบ้านทีละอย่างสองอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่ง ห้องว่างๆในบ้านของเขาก็หายไป ทุกพื้นที่ในบ้านเต็มไปด้วยข้าวของระเกะระกะ มองไปทางไหนก็รกหูรกตา
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าบ้านของตนเอง ช่างเป็นสถานที่ไม่น่าอยู่ อากาศก็อุดอู้ เขาเริ่มบ่นกับตัวเองว่า คิดผิดถนัดที่สร้างบ้านขึ้นมา เพราะนึกว่าบ้านจะให้ความสุขได้นานๆ บางวันเขาก็ครุ่นคำนึงว่า น่าจะสร้างบ้านให้หลังใหญ่กว่านี้ จะได้บรรจุอะต่อมิอะไรได้เยอะๆ ตามต้องการ ขณะที่เขาเริ่มไม่มีความสุขเพราะบ้านกลายเป็นโกดังเก็บของนั้นเอง ก็มีนักปราชญ์คนหนึ่งผ่านมาแถวนั้น เขาบ่นดังๆจนปราชญ์คนนั้นได้ิยิน นักปราชญ์หนุ่มจึงแนะนำว่า
ถ้าเขาอยากให้บ้านเป็นสถานที่แห่งความสุข ก็ไม่เห็นจะยากอะไร เพียงแต่ขนข้าวของทั้งหมดออกมาวางข้างนอกบ้านเสียก็หมดเรื่อง
ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นรีบทำตามทันที เขาเริ่มขนข้าวของซึ่งโดยมากล้วนเป็นสิ่งซึ่งไม่จำเป็น หากแต่เขาเก็บเอาไว้ เพราะความละโมภมากกว่าออกมาทิ้งนอกบ้าน ขนอยู่สองวัน จนบ้านว่างโล่งและดูกว้างขึ้นมาผิดหูผิดตา คราวนี้เขามีความสุขมาก รำพึงกับตัวเองว่า แหม..บ้านของฉันช่างกว้างขวางและน่าอยู่เสียนี่กระไร
นักปราชญ์เปรยขึ้นมาว่า บ้านของเจ้าน่ะ มันกว้างขวางว่างโล่งและน่าอยู่มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เจ้าของต่างหากล่ะที่ทำให้มันไม่น่าอยู่ ด้วยการบรรจุอะไรๆ ที่เกินจำเป็นใส่เข้าไปจนบ้านกลายสภาพเป็นกองขยะดีดีนี่เอง..
การจัดการชีวิตให้มีความสุขนั้น ทางที่ถูกอาจไม่ใช่การใส่อะไรลงไปในชีวิต แต่แท้ที่จริงแล้ว คือ การถ่ายเท ปล่อยวางหรือระบายบางสิ่งบางอย่างออกจากชีวิตมากกว่า...ในพุทธศาสนานั้น เราถือกันว่า ความสุขอาจเกิดจากความมี (สามิสสุข) ก็ได้ แต่ที่เหนือกว่านั้น ความสุขอาจเกิดจากความเป็นอิสระ
จะดีกว่าไหม หากมีเวลาว่าง คนรักกัน น่าจะลองหาวิธีทำพื้นที่หัวใจให้ว่าง ด้วยการถอดถอนบางอย่างทิ้งออกไป ขอเพียงเรียนรู้ที่จะลดบางอย่างลงไป ความสุขในหัวใจก็คงจะเพิ่มขึ้น
ความสุข บางครั้งอาจไม่ได้ผูกพันอยู่กับความมี
แต่บางที...อาจมาจากความว่าง....
จากหนังสือพิมพ์สังฆทานนิวส์ ฉบัยที่ 110 วันที่ 1-31 ตุลาคม 2555 หน้า 3 คอลัมน์ มุมนี้ใจสบาย
จาก www.jozho.net แนะนำ CD5 พระคุณแม่
✿.。.:* *.:。✿*゚’゚・✿.。.:* *.:。✿